"MINT" กำไร ปี 68 พุ่ง 9.7 พันล้าน กางแผนปี 69 ทุ่มงบ 1.6 หมื่นล้านอัปเกรดสินทรัพย์รับท่องเที่ยวฟื้น
"MINT" กำไร ปี68 พุ่ง 9.7 พันล้าน กางแผนปี 69 ทุ่มงบ 1.6 หมื่นล้าน เตรียมปั้น REIT พันล้านดอลล์ จดทะเบียนสิงคโปร์ เล็งส่ง "ไมเนอร์ ฟู้ด" IPO ตลาดฮ่องกงปลายปี
นายดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT พร้อมด้วย นายชัยพัฒน์ ไพฑูรย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ร่วมแถลงผลประกอบการปี 2568 และทิศทางกลยุทธ์การดำเนินงานปี 2569 โดยยอมรับว่าในปี 2568 MINT เผชิญกับความท้ายทายอย่างมากไม่ว่าจะเป็นความไม่ปลอดภัยที่กระทบนักท่องเที่ยวจีน เหตุแผ่นดินไหว ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงผลกระทบจากสงครามภาษี
อย่างไรก็ตามแม้ปี 2568 จะเผชิญความท้าทาย แต่ผู้บริหาร ระบุว่า MINT สามารถสร้างผลกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า คิดเป็นมูลค่ารวม 9,700 ล้านบาท ส่วนผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2568 มีกำไรเพิ่มขึ้นถึง 21% หรือคิดเป็นมูลค่า 3,472 ล้านบาท
โดยปัจจัยสนับสนุนมาจากการควบคุมต้นทุน ทั้งในส่วนของ Minor Hotels ที่มีกำไรในไตรมาส 4 ปี 2568 เพิ่มขึ้น 32% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในยุโรป ไทย และมัลดีฟส์ ส่งผลให้กำไรสุทธิในปี 2568 เพิ่มขึ้น 32% ขณะที่กำไรสุทธิตามงบการเงินเพิ่มขึ้น 38%
และ Minor Food ที่ผลการดำเนินงานเติบโตเช่นเดียวกัน โดยกำไรในไตรมาส 4 ปี 2568 เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน ที่มีแรงหนุนจากการปรับปรุงการดำเนินงานโดยเฉพาะในประเทศออสเตรเลียและจีนด้วยการปรับกลยุทธ์ด้านแบรนด์และบริหารจัดการร้านที่ตรงจุด ส่งผลให้กำไรสุทธิทั้งปีเพิ่มขึ้น 5% ขณะที่กำไรสุทธิตามงบการเงินเพิ่มขึ้น 19%
ขณะเดียวกัน ภาระดอกเบี้ยก็ลดลงทำให้อันดับความน่าเชื่อถือด้านเครดิตปรับตัวดีขึ้น โดยค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย ณ สิ้นปี 2568 อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 0.86 เท่า จาก 0.90 เท่า ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงมาอยู่ที่ 4.60 เท่า จาก 4.66 เท่า ในไตรมาส 3 ปี 2568
สำหรับภาพรวมในปี 2569 มองว่า การทำธุรกิจมีทิศทางที่สดใส จากปัจจัยเสถียรภาพทางการเมืองไทยที่ชัดเจนขึ้น ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะทำให้เกิดความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ รวมถึงกระแสเงินทุนไหลเข้า (Fund Flow) และการฟื้นตัวที่ชัดเจนของภาคการท่องเที่ยว จากการที่รัฐบาลและหน่วยงานท่องเที่ยวมีมาตรการกระตุ้นและดึงดูดอีเวนต์ระดับโลก เช่น Tomorrowland และอื่นๆ เข้ามาในไทย เป็นต้น
โดย MINT ตั้งงบลงทุนในปี 2569 ไว้ที่ 15,000-16,000 ล้านบาท โดยจะเน้นไปที่การลงทุนที่สร้างผลตอบแทนคุ้มค่า ด้วยการอัปเกรดโรงแรม (60% ของงบลงทุน) ที่นำไปใช้ในการรีโนเวทโรงแรมหลักเพื่อให้มีรูปลักษณ์ที่ทันสมัย ลงทุนในBranded Residence (10% ของงบลงทุน) ในโครงการคอนโดมิเนียมและวิลล่าหรู ขณะที่ส่วนอื่นจะนำไปใช้สำหรับการทำ Digital Transformation และการขยายสาขาร้านอาหารแบบ Asset-light ซึ่งใช้เงินลงทุนต่อสาขาน้อยลงแต่สร้างประสิทธิภาพการทำงานจะได้มากขึ้น
พร้อมกับยอมรับว่า ในปี 2569 MINT ยังคงมีความเสี่ยงและความท้าทายอยู่ ทั้งความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และ อัตราแลกเปลี่ยน หรือค่าเงินบาทแข็ง ซึ่งเป็นความท้าทายหลักในปีนี้
โดยนายดิลลิป ได้ฝากข้อเสนอแนะถึงรัฐบาลใหม่เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยว ด้วยว่า รัฐบาลควรมีความต่อเนื่องของนโยบายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและต้องมีธรรมาภิบาลและความโปร่งใส เพื่อดึงดูดเงินทุนต่างชาติกลับเข้าสู่ประเทศ เร่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งด้านความปลอดภัย และการสร้าง Destination ใหม่ๆ ควบคู่ไปกับการปฏิรูปภาคการผลิตและเกษตร เพิ่ม Value-added ให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล อีกทั้งต้องแก้ไขปัญหาบาทแข็งเพื่อหนุนการท่องเที่ยวและการส่งออก และการเร่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
ส่วนความคืบหน้าในการจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) นายดิลลิปได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เบื้องต้นคาดว่ามูลค่ากองทรัสต์จะเริ่มต้นที่ประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการจัดโครงสร้าง ซึ่งคาดว่าจะมีโรงแรมเข้าร่วมประมาณ 14 แห่ง แบ่งเป็นโรงแรมในยุโรป 12 แห่ง และในประเทศไทย 2 แห่ง
สำหรับสัดส่วนการถือหุ้นและการควบคุม MINT วางแผนเข้าถือหุ้นในสัดส่วนที่อาจจะไม่ถึง 50% แต่จะอยู่ในระดับที่สามารถแสดงอำนาจการควบคุมเพื่อรวมงบการเงิน โดยจะเลือก ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) เป็นฐานการจดทะเบียน เนื่องจากนักลงทุนสิงคโปร์มีความเชี่ยวชาญและมอง REIT เป็นเครื่องมือทางการเงินประเภทตราสารทุนที่ชัดเจน มีฐานนักลงทุนกว้างขวาง ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและเปิดโอกาสในการขยายขนาดกองได้ง่ายในอนาคตโดยไม่เพิ่มภาระในงบดุลของ MINT
ในส่วนของธุรกิจอาหาร MINT กำลังพิจารณานำ Minor Food เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง โดยให้เหตุผลว่า ตลาดฮ่องกงมี Valuation ที่จูงใจและมีนักลงทุนจำนวนมากที่ต้องการกระจายพอร์ตจากหุ้นจีนมาสู่หุ้นกลุ่ม "Southeast Asia Play" ซึ่ง MINT มีความแข็งแกร่งในระดับภูมิภาค โดยปัจจุบันอยู่ในช่วงพิจารณาช่วงเวลาที่เหมาะสม และ Multiple ที่ดี คาดว่าอาจเห็นความชัดเจนในช่วงปลายปี
ส่วนประเด็นความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา นายดิลลิป ยันว่า ผลกระทบจากข้อขัดแย้งในกัมพูชามีจำกัดมาก เนื่องจากบริษัทมีสาขาเพียง 50 แห่งจากทั้งหมดกว่า 2,700 แห่ง และเกือบทั้งหมดดำเนินธุรกิจผ่านระบบแฟรนไชส์ ทำให้พอร์ตโฟลิโอโดยรวมยังเติบโตได้แข็งแกร่ง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB